ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยตกต่ำในรอบ 19 เดือน ตามข้อมูลจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ธนวัฒน์ ผลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพฤษภาคมลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สามลดลงจาก 79.2 เป็น 77.7 ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 19 เดือนนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2017 การลดลงของดัชนีในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มขาลงของเศรษฐกิจไทยที่ไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน เนื่องจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสถียรภาพของรัฐบาลดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการเมืองลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 59 เดือน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกท่ามกลางสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและจีนการส่งออกและราคาพืชผลของไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำโดยผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ufa

ทีมเศรษฐกิจที่นำโดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ตามที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัว 2.8-3.2% ในไตรมาสที่สองของปีนี้ สำหรับเศรษฐกิจท้องถิ่นที่จะเติบโต 3.5% ufa ในปีนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต้องสูงถึง 4% ในช่วงครึ่งหลังของปี คณะรัฐมนตรีชุดใหม่คาดว่าจะมีการสาบานในเดือนหน้าโดยภาคเอกชนรอคอยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจภายใต้รัฐบาลใหม่เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ งบประมาณปีงบประมาณ 2020 คาดว่าจะล่าช้าไปจนถึงต้นปีหน้า ซึ่งอาจทำให้เกิดสุญญากาศในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

รัฐบาลสามารถใช้ดุลงบประมาณรายจ่ายภาคกลางหรืองบประมาณสำหรับกระทรวงในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นตามที่ประเมินเบื้องต้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทุกๆ 10,000 ล้านบาท สามารถผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของประเทศเพิ่มขึ้น 0.04% และหากมีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 30 – 50,000 ล้านบาท คาดว่า GDP จะเพิ่มขึ้น 0.1-0.3% ความกังวลสูงสุดของนักลงทุนและประชาชนทั่วไปคือสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และหากมีการประท้วงนอกรัฐสภาศูนย์อาจปรับลดเป้าหมายการเติบโตของ GDP ลง 3.5% ในปีนี้ ufa การตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนอาจนำไปสู่การแก้ไขประมาณการ GDP ของศูนย์เนื่องจากผลกระทบ